จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคนญี่ปุ่นขอลองทำข้อสอบวัดระดับ JLPT N1!?


ボーフィス大器
Marketing Manager

สวัสดีค่ะทุกคน ขอแนะนำตัวก่อนเลยนะคะ AI เป็น Assistant Manager และล่ามของ DTK ค่ะ ขอฝากตัวด้วยนะคะ!

 

วันนี้ได้รับมอบหมายให้มาแปลบทความที่เขียนโดยโบฟิสซัง Marketer สุดเท่ไม่แพ้ณเดชณ์ คูกิมิยะ(?)ของเรา (ใน 4 คนนี้ลองเดาสิคะว่าคนไหน)

 

ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าหนุ่มๆ DTK เค้าทำอะไรกัน!

 

เรื่องมันมีอยู่ว่า...หนุ่มๆ ญี่ปุ่นของเราได้หารือกันถึงตำแหน่งที่มีความสำคัญม้ากมากต่อบริษัทญี่ปุ่นในไทย

 

พอจะทราบกันไหมคะว่าเป็นตำแหน่งอะไร?

 

แน่นนอนค่ะ มันคือตำแหน่งล่ามภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง!

 

ถ้าถามว่าสำคัญแค่ไหน? ก็สำคัญขนาดที่ว่าถ้าขาดล่ามไปสักคน  การสื่อสารระหว่างพนักงานชาวญี่ปุ่นกับพนักงานชาวไทยก็คงหยุดชะงัก ทำงานกันอย่างลำบากยากเข็ญ เปิดกูเกิลทรานสเลตกันแบบลำเค็ญๆ.. เพราะว่าพูดคุยคนละภาษา สื่อสารกันไม่เข้าใจ โอ๊ย งงกันไปค่ะ

 

ด้วยเหตุนี้! บริษัทญี่ปุ่นในไทยส่วนใหญ่จึงมีการจ้างล่ามภาษาญี่ปุ่นไว้เป็นตัวกลางการสื่อสารภายใน (เหมือนที่เค้าจ้าง AI มาทำงานนี่แหละค่ะ)

 

ก็เป็นเรื่องปกติแหละเนอะ

 

แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่… เวลาจะจ้างล่ามมาสักคน นายญี่ปุ่นเขาเอาอะไรเป็นตัวชี้วัดกันล่ะ? จะจ้างคนที่เก่งภาษาญี่ปุ่น แต่คำว่าเก่งของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอีก  

 

วิธีแก้ปัญหาตรงนี้ ก็คือการจัดสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น Japanese-Language Proficiency Test (JLPT) นั่นเองค่ะ

 

หลายๆ คนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นคงจะรู้จักกันดีเพราะมันเหมือน Ultimate Boss ด่านสุดท้ายในชีวิตการเรียนภาษาญี่ปุ่นของพวกเรา… แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยสัมผัสความน่ากลัวของมัน เราขออธิบายให้ฟังสั้นๆ นะคะ

 

มันก็คือการสอบวัดระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่น ทั้งการฟัง การอ่าน การเขียน มีทั้งหมด 5 ระดับ เริ่มจาก N5 ไปจนถึง N1 ที่ยากกกกกที่สุดในโลก (ร้องไห้)

 

อารมณ์คล้ายๆ IELTS หรือ TOEFL ที่เป็นการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษนั่นเองค่ะ ในหนึ่งปีมีการจัดสอบแค่สองครั้ง พลาดครั้งนี้ก็รอกันไปอีกครึ่งปี ดังนั้นการจะสอบแต่ละทีคือต้องอ่านหนังสือกันเลือดตาแทบกระเด็นเลยทีเดียว #ร้องไห้เป็นสายเลือด จำเข้าไปค่ะศัพท์ คันจิ ไวยากรณ์!

 

กลับมาที่ประเด็นหลักของวันนี้...ซึ่งก็คือการสอบ JLPT นั่นเอง

 

หลายบริษัทใช้การสอบ JLPT เป็นตัวชี้วัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นเนื่องจากมันเข้าใจง่ายสุดแล้วค่ะ มีการแบ่งระดับชัดเจน และบริษัทส่วนใหญ่จะระบุว่าล่ามต้องมี N2 หรือไม่ก็ N1

 

N1...

N1 คือระดับที่ยากที่สุด… และหนุ่มๆ ของเราก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่า ยากที่สุดเนี่ยมันยากขนาดไหนกันนะ? คุยไปคุยมาก็สรุปได้ว่า ไม่ลองทำดูก็คงไม่รู้หรอก แหงสิ คนญี่ปุ่นไม่เข้าใจความเหนื่อยยากของเราที่ต้องนั่งท่องคันจิเป็นพันตัวหรอก บอกเลย

 

และสุดท้ายก็เลยกลายเป็นประเด็นหลักของบล็อกเราในวันนี้…

 

พนักงานชาวญี่ปุ่นทุกคน! มาลองทำข้อสอบ JLPT N1 กันเถอะ!?

 

ต้นเรื่องผู้ออกไอเดียก็คือโบฟิสซังเจ้าเก่าอีกแล้วค่ะ มีการแอบมุบมิบพิมพ์ข้อสอบเก่าออกมาสี่ชุด แล้วพอเลิกงานก็พุ่งเข้าชาร์ตนายและหนุ่มญี่ปุ่นคนอื่นๆ ที่นึกสนุกตอบตกลงกันทุกคน การสอบ N1 ที่ DTK เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ค่ะ

 

แต่ก่อนจะไปถึงช่วงแนะนำตัวผู้เข้าสอบ ขอแนะนำข้อสอบก่อนแล้วกันค่ะ จะมีหน้าตาประมาณนี้

 


 


 

เป็นข้อสอบเก่าที่มีลงไว้ให้โหลดมาทดลองทำกันนะคะ แค่เห็นก็ขนลุกแล้ว…นี่มันอะไรกัน...

 

เมื่อคนญี่ปุ่นแท้ๆลองทำข้อสอบ N1 จะเป็นยังไง มาดูกัน

ขออนุญาตแนะนำตัวผู้เข้าสอบในวันนี้นะคะ

 

ช่วงแนะนำตัวผู้สมัคร

 

 

CEO:คิมุระ โคจิ

ประธานบริษัทผู้มีเป้าหมายหลักคือการสร้างรอยยิ้มให้กับเหล่าพนักงาน ลูกค้า และผู้อ่านทุกท่าน เขาพูดภาษาไทยเก่งกาจเสมือนเกิดและเติบโตที่นี่ และในวันนี้เขาก็ตั้งใจจะมาปกป้องศักดิ์ศรีของท่านประธานด้วยการขอท้าดวลกับข้อสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นค่ะ แค่นี้ ชิวๆ

 

 

COO:มัตสึดะ เคย์ตะ

COO หนุ่มหล่อ ผู้มีรัศมีคุณพ่อเจิดจรัส เราจึงยกให้คุณมัตสึดะคือพ่อของพวกเราทุกคน ชายหนุ่มผู้ซึ่งเชื่อมั่นในการใช้ภาษาญี่ปุ่นที่ถูกต้องเป๊ะๆ และจะไม่ยอมให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว ละเอียดระดับพิกเซล ศัพท์เป๊ะระดับพจนานุกรมเดินได้ เป็นบุคคลที่คุณไทกิต้องการเอาชนะมากที่สุด… (แต่ดูท่าไม่น่าจะเป็นไปได้)

IMG_9260.jpg

 

Sales Manager:โทมิตะ ฮิโรยูกิ

ขอแค่ไทกิคนเดียวเท่านั้นที่จะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด! เป็นชายหนุ่มที่เงียบขรึมทว่าร้อนแรง...

 

 

Marketing Manager:โบฟิส ไทกิ

ชายหนุ่มผู้มีความมั่นใจในความสามารถทางด้านภาษาของตัวเองอย่างล้นเหลือ เอาแต่โม้เรื่องที่เคยเรียนห้องเด็กเก่งสมัยม.ปลายไม่ยอมหยุด แถมยังประกาศกร้าวว่ายังไงก็ต้องได้ที่หนึ่งในการสอบครั้งนี้ซะด้วย

 

เดี๋ยวเราก็จะได้รู้กันว่าใครจะอยู่ใครจะไป…

 

พร้อมลุยข้อสอบ N1!

ดูจากรูปก็น่าจะเห็นถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยมของทุกคนใช่มั้ยคะ!

 

และเพื่อสร้างบรรยากาศการสอบให้สมจริงที่สุด ก่อนจะเริ่ม เราจึงต้องทำการเก็บเครื่องมือสื่อสารของทุกคนไว้ก่อนค่ะ (จริงจังแค่ไหนถามใจดู)

 

หมดสิทธิ์การโกงค่ะทุกท่าน! (แต่ไอก็ยังงงอยู่ดี ว่าเป็นคนญี่ปุ่นยังจะต้องโกงอีกเหรอ หื้ม แต่ก็เอาเถอะค่ะ)

 

อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อสอบอีกนิดนะคะ

 

คำถามทั้งหมดจะมี 69 ข้อค่ะ ครั้งนี้ไม่ทำข้อสอบฟัง ทำแค่สอบคำศัพท์ คันจิ แล้วก็การอ่านเท่านั้น

 

เวลาในการทำข้อสอบ 60 นาที (ปกติจะเป็น 110 นาที)

 

ก่อนจะเริ่มสอบ ท่านประธานผู้หล่อเหลาของเราได้ลั่นวาจาด้วยภาษาถิ่นคันไซ บ้านเก่าของเราแต่ก่อนเอาไว้ว่า… “ชิล! ถ้าทำไม่ได้ในครึ่งชม.ก็ลาออกจากการเป็นคนญี่ปุ่นเหอะ!” (นั่น!)

 

ตามนี้ค่ะ นายชิลนะคะ (คะแนนออกเมื่อไหร่ก็รู้ค่ะ มอง)

 

และแล้วการสอบก็ได้เริ่มต้นขึ้น

 

 

ในข้อสอบจะแบ่งเป็นสามพาร์ทดังนี้ค่ะ

 

พาร์ทความรู้ทางด้านคำศัพท์และไวยากรณ์ (言語知識) (คันจิ ศัพท์ แกรมม่าร์) 45 ข้อ

พาร์ทการอ่าน (読解) 24 ข้อ

พาร์ทการฟัง (聴解) ※ครั้งนี้ไม่ได้นำมาสอบค่ะ※

 

 

แล้วก็เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ COO มัตสึดะซัง คุณพ่อของเราทำข้อสอบอย่างคล่องแคล่วว่องไวนำหน้าคนอื่นไปตั้งแต่เริ่มออกสตาร์ทเลยค่ะ

 

ส่วนชายหนุ่มผู้เงียบขรึมทว่าร้อนแรงอย่างโทมิตะซังก็บ่นพึมพำงึมงำในลำคออยู่คนเดียวไปพลาง ทำข้อสอบไปพลางค่ะ...

 


 

มาถึงโบฟิสซังของเราผู้ยังคงคอนเซปท์หล่อล่ำมั่นหน้าเหมือนเดิมด้วยการกระหยิ่มยิ้มย่องลำพองใจแบบชิลๆ... “นี่เหรอยาก แค่นี้ง่ายๆ ชิลๆ”

 

“ข้อสอบบ้าอะไรเนี่ยยย!”

และสุดท้ายคือท่านประธานคิมุระซังผู้ทำข้อสอบไปโวยวายไป พร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดไป...

 

แต่ไม่ทันไรก็มีการฉลาดเกมส์โกงเกิดขึ้นแล้วค่ะ

 

 

มันก็จะโกงๆ ลอกๆ กันหน่อยค่ะ มอง มอง

 

 

※สำหรับคนลอกข้อสอบทั้งสองคน แน่นอนว่าหลังจากนั้นก็ต้องโดนคุณพ่อ COO มัตสึดะซังเรียกมาปรับทัศนคติอย่างด่วนเลยค่ะ

 

และแม้แต่โบฟิสซังที่ไม่เคยหยุดโม้ เมื่อเจอพลังพิโรธของคุณพ่อก็ยังต้องนั่งหน้าจ๋อยคอตกไปนานถึง 20 นาทีเลยทีเดียว...

 

มองไปทางไหนก็เจอแต่ความตึงเครียดยิ่งกว่าตอนประชุมสรุปยอดไตรมาสที่แล้ว

 

และดูเหมือนคิมุระซัง CEO ของเราจะทำข้อสอบแบบชิลๆ สมกับที่ลั่นวาจาไว้จริงๆด้วยค่ะ

 

 

35 นาทีผ่านไป…

 

มีคนตะโกนขึ้นมาว่าเสร็จแล้ว! หนึ่งคน และแน่นอนว่าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณพ่อ COO มัตสึดะซังของเราเท่านั้น (สมกับเป็นคุณพ่อจริงๆ)

 

ตามมาติดๆ ในอีกห้านาทีให้หลังด้วย โบฟิสซังฝรั่งหัวใจญี่ปุ่น(?)ของเราค่ะ



 

ประกาศผลสอบ! คนญี่ปุ่นที่ DTK ใครกันที่เก่งภาษาญี่ปุ่นที่สุด?

 

เมื่อหมดเวลาทำข้อสอบ รอยยิ้มก็จางหายไปจากใบหน้าหล่อเหลาของ CEO คิมุระซังเรียบร้อยแล้วค่ะ

 

หลังจากนี้ก็เข้าสู่ขั้นตอนการตรวจนับคะแนน...

 

และคนที่รับหน้าที่ตรวจให้คะแนนก็คือ AI เองค่ะ

 

จะประกาศคะแนนแล้วนะคะ ลองเดาไว้ในใจกันค่ะว่าใครจะได้ที่หนึ่งสองสามสี่  ดูซิว่าจะเดาถูกมั้ย (บอกเลยว่า AI ก็ทายไม่ถูก ฮ่าๆ)

 

จะต้องทำให้ได้ประมาณ 55.6% จึงจะผ่าน N1 ดังนั้นเราจึงตัดคะแนนที่ 38 คะแนนขึ้นไป (ถ้าได้ต่ำกว่านี้คือไม่ผ่านนะจ๊ะ)

 

พร้อมมั้ยคะ มาค่ะ ไปดูเฉลยกันค่ะ!



 

อันดับหนึ่ง COO มัตสึดะ เคย์ตะ 68/69 คะแนน

 

ผิดตั้งหนึ่งข้อเป็นไปได้ยังไงกัน!?

 

สำหรับอันดับหนึ่งไม่มีใครคัดค้านใดๆค่ะ นอนๆมา (ก็เป็นถึงคุณพ่อนี่นา)


 

อันดับสอง Sales Manager โทมิตะ ฮิโรยูกิ 65/69 คะแนน

 

 

โทมิตะซังที่พึงพอใจแล้วกับการชนะโบฟิสซัง ก็เป็นถึงเซลล์เมเนเจอร์นี่นา ภาษาญี่ปุ่นต้องเฉียบอยู่แล้วเนอะ


 

 

อันดับสาม CEO คิมุระ โคจิ 60/69 คะแนน

 

 

ประกาศกร้าวไว้ถึงขนาดนั้น แต่นายคะ นายได้ที่สามค่ะ…


 

อันดับสุดท้ายและท้ายสุด Marketing Manager โบฟิส ไทกิ 47/69 คะแนน

 

 

โบฟิสซังผู้น่าสงสารนั่งกินบ๊วยไปค่ะ แต่เห็นแก่ที่เป็นลูกครึ่งก็หยวนๆ ให้ละกัน

 

เดาผลคะแนนกันถูกมั้ยคะเมื่อกี้?

 

สำหรับพวกเราล่ามสาวที่ DTK ทั้งสองคน เดาไว้ว่าแบบนี้ค่ะ

 

ที่หนึ่ง : คุณพ่อ (มัตสึดะซัง)

ที่สอง : นาย (คิมุระซัง)

ที่สาม : โทมิตะซัง / โบฟิสซัง

 

ผิดไปนิดหน่อย แต่แหม่...พวกเราก็ต้องเชียร์นายสิ ถูกมั้ยคะ (ส่วนคุณพ่อเป็นข้อยกเว้นค่ะ)


 

สุดท้ายนี้

พอลองถามดูว่าอะไรยากที่สุด หนุ่มๆ ทุกคนก็ตอบตรงกันว่าพาร์ทการอ่านยากสุด หนึ่งข้อที่ผิดไปของคุณพ่อมัตสึดะก็อยู่ในพาร์ทการอ่านเช่นกันค่ะ

 

สำหรับข้อสอบ N1 เมื่อเข้าไปดูในเว็บไซต์ออฟฟิเชียลของ Japan Foundation แล้วก็จะพบว่าคุณสมบัติของผู้ที่จะผ่าน N1 ได้ก็คือ...

 

สามารถเข้าใจภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในสถานการณ์ต่างๆในวงกว้างได้ อ่านบทความ บทวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ที่เขียนเกี่ยวกับหัวเรื่องต่างๆ ในวงกว้าง หรือข้อความที่เป็นแนวตรรกะ มีความซับซ้อน มีความเป็นนามธรรมสูงแล้วสามารถเข้าใจโครงสร้างและเนื้อหาได้ อ่านเรื่องที่มีหัวข้อหลากหลายและมีเนื้อหาลึกซึ้งแล้วสามารถเข้าใจลำดับเนื้อเรื่องและรายละเอียด สิ่งที่ต้องการสื่อในสำนวน

 

แต่สำหรับคนญี่ปุ่น เค้าให้คะแนนความยากเอาไว้ว่าระดับความยากของ N1 นั้นเท่ากับข้อสอบวิชาภาษาญี่ปุ่นของนักเรียนชั้นม.ห้าในญี่ปุ่นเลยค่ะ

 

พร้อมกับหันมาท้าล่ามสองคนของ DTK ให้ลองทำบ้าง ว่าไงนะคะ แน่นอนว่าไม่ทำค่ะ เดี๋ยวจะเสียความมั่นใจก่อนสอบจริงเดือนกรกฏาคมที่จะถึงนี้ ฮือๆ (หนังสือยังไม่อ่านเลยค่ะ)

 

ซึ่งการจัดสอบในครั้งนี้ก็ทำให้เรารู้ว่าคนที่เก่งภาษาญี่ปุ่นที่สุดในบริษัทก็คือ COO มัตสึดะซัง (อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด) และทำให้หนุ่มญี่ปุ่นของเราได้รู้ซึ้งถึงความลำบากยากเย็นของล่ามอย่างพวกเรา (สักที!) ค่ะ

 

“ขอแสดงความนับถือชาวต่างชาติทุกคนที่สอบ N1 ผ่านจากใจเลยครับ”

 

ฟังแล้วซึ้งมากน้ำตาจะไหลเลยค่ะ แอบมีการกระซิบบอกด้วยว่าต่อไปจะใจดีกับล่ามให้มากกว่านี้ ค่ะ จะรอดูนะคะ ไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าใจดีจริงหรือเปล่า

 

พร้อมกับคอมเม้นท์เพิ่มเติมว่าตำแหน่งล่ามนั้นเป็นตำแหน่งสำคัญที่ขาดไม่ได้จริงๆ สำหรับบริษัทต่างชาติทั้งหลาย

 

อ้างอิงจากผลสำรวจของ UK Trade and Investment พบว่าบริษัทต่างชาติที่มีการปรับตัวให้เข้ากับภาษาและวัฒนธรรมของประเทศที่บริษัทตั้งอยู่ จะทำกำไรได้มากกว่าบริษัทที่ไม่ยอมปรับตัวมากถึง 6 เท่า

 

ดังนั้นบริษัทญี่ปุ่นทั้งหลายที่กำลังขยายสาขาออกไปในต่างประเทศ รวมถึงบริษัทญี่ปุ่นในไทยจึงต้องมีการปรับตัว และมองหาหนทางในการทำลายกำแพงภาษาลง เพื่อให้การทำงานเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

 

ด้วยเหตุนี้! โบฟิสซังจึงเกิดปิ๊งไอเดียเด็ดๆ อีกอย่างหนึ่งขึ้นมา (อีกแล้ว) ค่ะ และมันก็คือการให้พนักงานญี่ปุ่นทุกคนเตรียมตัวสมัครสอบวัดระดับภาษาไทยกันต่อเลย!

 

นั่นแปลว่าคราวหน้าเราจะมาเจอกันใหม่เพื่อรายงานผลการสอบภาษาไทยของหนุ่มๆ กันนะคะ อย่าลืมรออ่านกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ

 

ต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นเขียนโดย : Taiki Beaufils

ฉบับภาษาไทยแปลและเรียบเรียงโดย : AI


2017 © DTK AD. All rights reserved.